หลักการเขียนกระทู้ธรรมชั้นตรี

 วิชากระทู้ธรรมนักธรรมชั้นตรี

การเรียงความแก้กระทู้ธรรม เป็นการแสดงออกซึ่งความรู้ความเข้าใจความคิด และความรู้สึก  ของผู้เขียนซึ่งได้มาจากการศึกษาวิชาธรรมะ พุทธะ และเบญจศีลเบญจธรรม  ว่าสามารถจะถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ  ความคิดและความรู้สึกออกไปสู่ผู้อื่นได้ดีหรือไม่
ตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา การเขียนหรือการพูดที่จัดว่าดีนั้นต้องเกิดประโยชน์แก่ ผู้อ่านหรือผู้ฟัง ๔ ประการ คือ  ๑. ได้ความรู้ความเข้าใจ ๒. เกิดความเลื่อมใสใคร่ปฏิบัติตาม   ๓. กล้าทำความดี  ๔. มีความบันเทิงใจไม่เบื่อหน่าย
              ๑. ผู้อ่านหรือผู้ฟังจะได้รับความรู้ ความเข้าใจนั้น ผู้เขียนและผู้พูดจะต้องมีความรู้ความเข้า ใจ ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดีเสียก่อน  สรุป สั้น ๆ  คือ  จำได้  เข้าใจชัด  ปฏิบัติถูกต้
              ๒.  ผู้อ่านหรือผู้ฟังจะเกิดความเลื่อมใสใคร่ปฏิบัติตามผู้เขียนหรือผู้พูดจะต้องชี้แจงให้เห็นโทษ ของการไม่ปฏิบัติอย่างนั้นว่า ไม่ดีอย่างไร
              ๓.  ผู้อ่านหรือผู้ฟังจะกล้าทำความดีผู้เขียนหรือผู้พูดจะต้องชี้แจงให้เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของ การปฏิบัติอย่างนั้นว่า ดีอย่างไร
              ๔.  ผู้อ่านหรือผู้ฟังจะมีความบันเทิงใจไม่เบื่อหน่ายก็เพราะได้รับความรู้ความเข้าใจเห็นโทษของ การ ไม่ปฏิบัติ   และเห็นคุณประโยชน์ของการปฏิบัตินั้น ๆ  นั่นเอง 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



ขั้นตอนการเตรียมตัวและความพร้อมก่อนการเขียน
๑. ต้องท่องจำพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๑  ให้ได้ และเขียนให้ถูกต้องอย่างน้อย ๒ สุภาษิต  
     พร้อมทั้งที่มาของสุภาษิตบทนั้นด้วยเพื่อนำไปเป็นสุภาษิตเชื่อม (เวลาสอบใช้สุภาษิตเดียว) 
๒. เมื่อท่องจำสุภาษิตได้แล้ว  พึงฝึกหัดแต่งสุภาษิตนั้น สัก ๒-๓ ครั้ง  ประมาณ ๑ หน้ากระดาษ
     จนเกิดความชำนาญ เมื่อนำไปเชื่อมในการสอบจริงจะได้ง่ายขึ้น           
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขั้นตอนการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม
         ขั้นตอนที่ ๑ การเขียนสุภาษิตกระทู้ตั้ง  ต้องเขียนไว้กึ่งกลางหน้ากระดาษสอบให้พอดี  โดยเฉพาะคำบาลีนั้นต้องเขียนให้ถูกอักขระ  ในส่วนคำแปลนั้น  พึงเขียนจัดวางให้ได้กึ่งกลางของคำบาลี  อย่าให้ล้นไปข้างหน้า  หรือเยื้องไปข้างหลังจะดูไม่งามต้องพยายามกะให้พอดี
         ขั้นตอนที่ ๒ การเขียนอารัมภบท  คือ ณ  บัดนี้ ….ให้ย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่ ประมาณ ๖ ตัวอักษร
         ขั้นตอนที่ ๓ ก่อนอธิบายเนื้อความให้ย่อหน้ากระดาษขึ้นบรรทัดใหม่เช่นเดียวกับอารัมภบท
         ขั้นตอนที่ ๔  การเขียนสุภาษิตเชื่อม  ให้เขียนตรงกลางหน้ากระดาษเหมือนสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ)  แต่ก่อนที่จะยกสุภาษิตที่เราท่องไว้แล้วมาเชื่อม  ต้องอ้างที่มาของสุภาษิตเสียก่อนว่า สมดังสุภาษิตที่มาใน ……. ( ที่มาของสุภาษิตบทนั้น ) แล้วจึงวางสุภาษิตไว้ตรงกลางหน้ากระดาษ
         ขั้นตอนที่ ๕ ก่อนจะอธิบายเนื้อความของสุภาษิตเชื่อม  ให้ย่อหน้าขึ้นบรรทัดใหม่  เหมือนขั้นตอนที่ ๒
         ขั้นตอนที่  ๖  การสรุปความให้ย่อหน้า  เขียนคำว่า สรุปความว่า ……. การสรุปนั้นควรสรุปประมาณ ๕ – ๖ บรรทัด จึงจะพอดี   เมื่อสรุปเสร็จแล้ว ให้นำสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ) มาเขียนปิดท้าย
         ขั้นตอนที่ ๗ การเขียนสุภาษิตปิดท้าย  ให้เขียนคำว่า สมดังสุภาษิตที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นนั้นว่า…..แล้วนำสุภาษิตบทตั้ง (ข้อสอบ) มาเขียนไว้ตรงกึ่งกลางหน้ากระดาษปิดท้าย
         ขั้นตอนที่ ๘  บรรทัดสุดท้ายนิยมเติมคำว่า “มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ หรือ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้” มาปิดท้าย 
         ส่วนการย่อหน้าและจัดวรรคตอนนอกจากนี้  ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม  การเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ต้องฝึกเขียนให้ได้ ๔ – ๕ ครั้งขึ้นไป แต่ละครั้งที่ฝึกเขียน พึงดูแผนการเขียนและตัวอย่างการเรียงความแก้กระทู้ธรรมประกอบด้วยว่าถูกต้องหรือไม่.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลักปฏิบัติในการสอบสนามหลวง วิชา กระทู้ธรรม
   ๑.  แต่งตามกระทู้ธรรมสุภาษิตที่กำหนดให้
   ๒.  อธิบายขยายเนื้อความกระทู้ธรรมสุภาษิตนั้นให้สมเหตุสมผล
   ๓.  อ้างสุภาษิตบทอื่นพร้อมบอกที่มา  มาอธิบายประกอบด้วย ๑ สุภาษิตในหนังสือพุทธสุภาษิตเล่ม ๑    
   ๔. เชื่อมความระหว่างสุภาษิตที่นำมาเชื่อมกับสุภาษิตบทตั้งให้สนิทติดต่อสมเรื่องกันด้วยเหตุผล
   ๕. ให้เขียนลงในกระดาษสอบ  ตั้งแต่  ๒  หน้า ( เว้นบรรทัด ) ขึ้นไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ระเบียบการตรวจกระทู้ธรรมสนามหลวง
คณะกรรมการได้กำหนดแนวทางในการตรวจกระทู้ธรรม  และพิจารณาให้คะแนนดังนี้
   ๑.แต่งได้ครบตามกำหนด ( ตั้งแต่ ๒ หน้ากระดาษขึ้นไป )
   ๒.อ้างสุภาษิตเชื่อมได้ตามกฎ ( ๑ สุภาษิต )
   ๓.เชื่อมความกระทู้ได้ดี
   ๔.อธิบายความสมกับกระทู้ที่ตั้งไว้
   ๕.ใช้สำนวนสุภาพเรียบร้อย
   ๖.ใช้ตัวสะกดการันต์ถูกต้องตามหลักภาษา
   ๗.สะอาดไม่เปรอะเปื้อน ฯ

เกณฑ์การผ่านสำหรับนักธรรมชั้นตรี   คือ จะต้องได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่า 280 คะแนน และจะต้องไม่มีวิชาใดวิชาหนึ่งมีคะแนนน้อยกว่า 25 คะแนน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รูปแบบการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธ.ศ.ตรี

๑. สุภาษิตตั้ง (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
๒. ความหมาย (เข้ากลางหน้ากระดาษ)
          ๓. บทนำ บัดนี้ จักได้อธิบายขยายความตามพุทธศาสนภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางในการศึกษาและปฏิบัติแก่พุทธศาสนิกชนสืบต่อไป
          ๔. อธิบายสุภาษิตตั้ง .......................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................(๑๐ - ๑๕ บรรทัด
)
...........๕. สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน......๖. (ที่มาของศาสนสุภาษิตเชื่อม ) ว่า
๗. ( พุทธศาสนสุภาษิตเชื่อม )
๘. ความหมาย
          ๙. อธิบายสุภาษิตเชื่อม....................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
( ๗- ๑๐ บรรทัด)..........................................................................................................................
          ๑๐. สรุป.......( ๓- ๕ บรรทัด )...........................................................................................................................สมดังสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นว่า
๑๑. พุทธศาสนสุภาษิตตั้ง
๑๒. คำแปล
          ๑๓. ดังได้อธิบายมาด้วยประการ ฉะนี้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างการเขียนกระทู้ธรรม
ตัวอย่างแต่งกระทู้ธรรม ธรรมศึกษาตรี ชุดที่ ๓
สอบในสนามหลวง
วันที่    พฤศจิกายน   พ.ศ.   ๒๕๔๖
สติ  โลกสฺมิ  ชาคโร
สติเป็นธรรมเครื่อง ตื่นอยู่ในโลก
                  บัดนี้ จักได้อธิบายความแห่งธรรมภาษิต ข้อว่า  สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก  เพื่อเป็นแนว ทางแห่งการศึกษาของผู้สนใจใฝ่ธรรมตามสมควรแก่เวลา
                  สติ แปลว่า ความระลึกได้ หมายถึงสภาพจิตใจที่รู้จักคิดว่าอะไรดี  อะไรชั่ว  แล้วกีดกัน เอาความชั่วออกไปรับเอาแต่สิ่งที่ดีมาสู่ตน
                  สติ เป็นศัพท์ที่ใช้ในความหมายที่ดี ถ้าจะใช้ในทางที่ไม่ดีให้เติม คำว่า มิจฉาที่แปลว่าผิดไว้ ข้างหน้า  เป็นมิจฉาสติ แปลว่า    ความระลึกผิด หมายถึงสภาพจิตใจที่รับเอาความไม่ดีมาสู่ตน    คือชอบ คิดแต่สิ่งที่ไม่ดี
                  สตินั้นมีลักษณะให้รู้ได้  ๒ อย่างคือ ๑  การเตือนใจ  หรือ  ๒.  การรับเอาแต่สิ่งที่ดี
                  ๑. การเตือนใจ หมายความว่า   สตินั้นจะเตือนใจว่าสิ่งนั้นดี  สิ่งนั้นไม่ดี   สิ่งนั้นมีประโยชน์     สิ่งนั้นไม่มีประโยชน์สิ่งนั้นควรทำสิ่งนั้นไม่ควรทำ เป็นต้น เปรียบเหมือนขุนคลังแก้ว คอยทูลเตือน พระเจ้าจักพรรดิ์ให้ทรงทราบอยู่ตลอดเวลาว่าในท้องพระคลัง มีเงินเท่านั้นมีทองคำเท่านั้นมีพลช้างพลม้า       พลรถ  พลราบเท่านั้น  เพื่อจะได้ไม่ทรงประมาท   แล้วรับสั่งให้จัดหามาให้พร้อมอยู่เสมอ
                    ๒.  การรับเอาแต่สิ่งที่ดีนั้น  หมายความว่า   สตินั้นจะรับเอาแต่สิ่งที่ดีเท่านั้นให้เข้ามาสู่ชีวิต จิตใจ    พร้อมกันนั้นจะคอยป้องกันขับไล่สิ่งที่ไม่มีทั้งหลายไม่ให้เข้ามา  เปรียบเหมือนทหารยามผู้ฉลาด ของพระราชาห้ามคนร้ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระราชาไม่ให้เข้าไปสู่ประตูพระราชวังจะอนุญาตเฉพาะคนที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์เท่านั้นให้เข้าไป
                  เพราะสติคอยช่วยเตือนใจให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรมีประโยชน์อะไรไม่มีประโยชน์แล้วให้ รับเอาแต่สิ่งที่ดีที่มีประโยชน์เข้ามาสู่ชีวิตจิตใจ และป้องกันสิ่งที่ไม่ดีไม่มีประโยชน์ให้พ้นไป      จึงเป็นธรรมมี อุปการะมาก    ควรปรารถนาในกิจทุกอย่างในที่ทุกสถาน     และในกาลทุกเมื่อ     สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  จึงทรงสอนว่า 
สติ   สพฺพตฺถ   ปตฺภิยา  
สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง
                  สตินั้น บางครั้งเกิดขึ้นเองก็ได้เช่นนักเรียนบางคนคิดไปโรงเรียน   เรียนหนังสือและทำการบ้าน ได้เอง ไม่ต้องเป็นภาระให้ใครมาเตือนมาบ บางครั้งต้องได้รับคำเตือนจึงเกิด เช่น  นักเรียนบางคนต้อง ให้บิดามารดาเตือนจึงเกิดสติที่จะไปโรงเรียน     เรียนหนังสือ และทำการบ้าน
                  ดังนั้นนักปราชญ์จึงได้สอนวิธีสร้างสติไว้หลายวิธีด้วยกัน   แสดงพอเป็นตัวอย่างดังนี้
                  ความรู้ หมายความว่า ความรู้วิชาการต่าง ๆ  ช่วยให้เกิดสติระวังตัวได้ เช่นผู้มีความ รู้เรื่องไฟฟ้า      ย่อมระวังตัวให้พ้นอันตรายจากไฟฟ้าได้
                  คำเตือน  เช่น  โอวาทต่าง ๆ สุภาษิตต่าง ๆ  ที่มีความหมายเตือนใจในเรื่องนั้น ๆ
                  ทำเครื่องหมาย เช่น  ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางโค้งอันตรายหรือมีคนและสัตว์ มักข้ามถนนตรงนั้น ก็จะทำเครื่องหมายบอกเอาไว้
                  บันทึกเหตุการณ์เช่นเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญ หรือแม้เกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียน ให้จดบันทึกเอาไว้
                  คิดถึงสิ่งที่เหมือนกัน เช่น จะจำชื่อคน หรือเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ให้คิดถึงว่าคนนั้นมีชื่อ เหมือนใครที่เราเคยรู้จัก หรือเนื้อหาวิชานั้น เหมือนหรือคล้ายวิชาอะไรที่เราเคยจำได้เคยเข้าใจ  เป็นต้น
                  สตินั้น ช่วยให้คนเกิดความตื่นตัวที่จะทำความดี  หลีกหนีความชั่วและภัยอันตรายทั้ง ทางโลกและทางธรรม  ทางโลกนั้นพึงเห็นตัวอย่าง  เช่น นักเรียนบางคนคิดว่าคนจะได้ดีมีความสุขในภายหน้า  เพราะอาศัยวิชาความรู้ จึงขยันไปโรงเรียนขยันเรียนหนังสือ ขยันทำการบ้าน ขยันช่วยพ่อแม่ทำงาน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่เที่ยวแต่เสเพล ส่วนคนหนุ่มสาวคิดถึงความจริงของชีวิตว่า คนเราสุดท้ายต้องแก่  และต้องเจ็บ  จึงขยันทำงาน  หนักเอาเบาสู้ ไม่อยู่เฉย ได้ทรัพย์สินเงินทองมาก็รู้จักประหยัดและออมเอาไว้ใช้  เมื่อเวลาแก่เฒ่า   และยามเจ็บไข้   อย่างนี้ชื่อว่า  มีสติในทางโลก
                  ส่วนทางธรรมนั้นพึงเห็นตัวอย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นคนแก่คนเจ็บ       และคนตายแล้ว เกิดความคิดว่า  พระองค์เองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ  และ ต้องตายเหมือนกัน จึงทรงเลิกหมกมุ่นเรื่องกามคุณ แล้วเสด็จออกผนวชจนได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้ชื่อว่า   มีสติในทางธรรม
                  สติช่วยให้คนตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมาความประมาท      ที่ยังเป็นเด็กก็ช่วยเตือนให้เอาใจ
ใส่ศึกษาเล่าเรียน      เป็นหนุ่มสาวก็ช่วยเตือนให้ขยันทำงาน      คนทั่วไปก็ช่วยเตือนให้       ทำความดี     หนีความชั่ว     องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า      
สติ   โลกสฺมิ   ชาคโร
สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก
ดังได้บรรยายมาด้วยประการฉะนี้ ฯ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 ขอบคุณข้อมูลจาก 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ25 พฤศจิกายน 2556 06:07

    ทำได้ล้วค่ะเขียนตั้ง ๑๒ กว่ารอบแน่ะ เขียนจนเมื่อเลยค่ะ แต่ก็ทำได้ค่ะ
    :) ><

    ตอบลบ

Blogger templates

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...